“ทุ่งโนนสน”งามสะพรั่งดอกไม้ป่า : 1 ใน 10 ทุ่งดอกไม้สวยที่สุดในไทย

  โพสเมื่อ: วันอังคาร 11 ธันวาคม 2012 (เข้าดู 199 views)
  • -ก ก+
  • แม้คนเมืองอย่างเราๆจะเห็นฝนแล้วหวาดระแวง แต่สำหรับสรรพชีวิตในผืนป่าแล้ว สายฝนเปรียบเสมือนความชุ่มฉ่ำที่ชุบชีวิตให้ฟื้นคืนสู่ความมีชีวิตชีวา โดยเฉพาะในช่วงปลายฝนต้นหนาวอย่างนี้ ดอกไม้ป่านานาชนิดก็กำลังผลิบานเหมือนอย่างที่ “ทุ่งโนนสน” ในอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง ที่มีอาณาเขตครอบคลุมจังหวัดพิษณุโลกและเพชรบูรณ์

          ดอกเหลืองพิศมรยามเช้าบนลานหิน

           ทุ่งโนนสน ถูกยกให้เป็น 1 ใน 10 ทุ่งดอกไม้ที่สวยที่สุดของไทย ซึ่งทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานพิษณุโลก กับอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวงได้ร่วมกันผลักดันให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเรียนรู้ศึกษาธรรมชาติตามแนวคิดเที่ยวหัวใจใหม่ เมืองไทยยั่งยืน ที่คนรักดอกไม้ไม่ควรพลาดชม

    ลานสนสองใบ ที่มาของชื่อทุ่งโนนสน

           ทุ่งโนนสนตั้งอยู่ใจกลาง อช.ทุ่งแสลงหลวง บนความสูง 700 ม. เป็นที่ราบทุ่งหญ้าสลับป่าสนเขา ช่วงปลายฝนต้นหนาว หรือช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย. ของทุกปี เป็นช่วงที่ป่าไม้จะมีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุด และมีการสะสมตะกอนดินที่เป็นปุ๋ยอินทรีย์ ทำให้มีดอกไม้ประเภทดอกไม้ดินบานสะพรั่งเต็มทั้งบนลานทุ่งโนนสนและตามลานหิน

    แรงชักหมดเมื่อเริ่มไต่เนินป่าซาง

           เมื่อก่อนนี้หากใครอยากจะไปดูดอกไม้บนทุ่งโนนสนจะต้องเดินเท้าจากหน่วยพิทักษ์อุทยาน สล.8 หรือหน่วยฯ หนองแม่นา อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ เป็นระยะทางไกลถึง 16 ก.ม. แต่ตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา ทาง อช.ทุ่งแสลงหลวงได้เปิดเส้นทางใหม่เดินตรงสู่ทุ่งโนนสนได้ใกล้กว่าเดิม โดยตั้งต้นจากหน่วยพิทักษ์ฯ สล.12 บ้านรักไทย ในอำเภอเนินมะปราง จ.พิษณุโลก ย่นระยะทางเหลือเพียง 9 ก.ม. อีกทั้งตอนนี้ก็ได้เวลาดีที่ดอกไม้ป่านานาพันธุ์กำลังผลิบาน จึงเป็นที่มาของการเดินทางของ “ตะลอนเที่ยว” ในทริปนี้

    สภาพเส้นทางเดินขึ้นเขาอันร่มรื่น

           ทุ่งโนนสนจัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับผู้รักธรรมชาติโดยเฉพาะ เพราะนอกจากจะต้องเดิน-ปีน-ป่าย ถึง 9 ก.ม. ขึ้นไปให้ถึงยอดแล้ว ด้านบนยังไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ ไม่มีร้านอาหาร ต้องเตรียมเสบียงและโชว์ฝีมือเสน่ห์ปลายจวักกันเอง ไม่มีไฟฟ้า ยามค่ำคืนมีแต่แสงของดวงจันทร์และดวงดาว ไม่มีบ้านพัก แต่มีที่พักที่กว้างขวางใต้ต้นสนและต้นรังให้เลือกมุมกางเต็นท์ได้ตามใจชอบ ไม่มีห้องน้ำ แต่มีอ่างอาบน้ำธรรมชาติให้นอนแช่น้ำเย็นฉ่ำที่ลำธาร ที่สำคัญยังมีห้องส้วมแบบ Open Air ใกล้ชิดธรรมชาติแบบสุดๆ ให้ใช้บริการอีกด้วย แต่หากใครไม่เคยชินหรือรู้สึกเขินๆ ทางอุทยานมีห้องน้ำขึงด้วยผ้าใบแบบเรียบง่ายไว้ให้บริการ แต่ต้องเตรียมน้ำมาทำความสะอาดเอง

    ลานกางเต็นท์อยู่ไม่ไกลกับทุ่งดอกไม้

           เมื่อเตรียมกายเตรียมใจพร้อมแล้วก็ได้เวลาเดินทางมุ่งหน้าสู่ทุ่งโนนสนกันได้ อากาศสดใสเหมือนจะเป็นใจเมื่อ “ตะลอนเที่ยว” เริ่มออกเดินทาง โดยจากหน่วยฯ รักไทย เราต้องนั่งรถกระบะไปอีก 8 ก.ม. ไปยังจุดเริ่มต้นเดินเท้าที่บ้านฐานแตก อันเป็นหมู่บ้านที่เคยเป็นพื้นที่สีแดงในยุคคอมมิวนิสต์ และเริ่มต้นเดินก้าวแรก ของ 9 ก.ม. ที่นี่ ซึ่งเส้นทางเดินเท้านั้นต้องผ่านทุ่งหญ้าคา ก่อนจะเข้าสู่พื้นที่ป่าดิบแล้งและป่าดิบเขาตามลำดับ เดินได้ราว 2-3 ก.ม. เราหยุดแวะพักเป็นจุดแรกบริเวณ “เนินหินลาด” น้ำตกบนลานหินเล็กๆ ก่อนจะเดินต่อไปยัง “เนินทดลอง” ซึ่งเป็นเนินลาดชันแต่ไม่มากนักเหมือนให้ทดลองกำลังของตัวเอง ส่วน “เนินลองใจ” ก็เป็นอีกหนึ่งเนินทดสอบกำลังใจของตัวเองเช่นกัน

    เหลืองพิศมร หรือเอื้องนวลจันทร์ นางเอกของทุ่งโนนสน

           แต่เมื่อถึง “เนินป่าซาง” องศาเริ่มชันมากขึ้นจนต้องค่อยๆ ปีนป่ายเกาะราวไม้ไผ่ขึ้นไปทีละก้าว เมื่อเดินถึงยอดเนินจึงต้องพักกินข้าวกลางวันเอาแรงกันที่นี่ เมื่อมีแรงจากข้าวเหนียวหมูทอดแล้ว “ตะลอนเที่ยว” ไต่ระดับความสูงไปเรื่อยๆ ผ่าน “เนินดูใจ” ผ่าน “จุดชมวิว” และในที่สุดก็พาตัวเองขึ้นมาถึงที่ราบยอดเขาหรือ “ทุ่งโนนสน” บนความสูง 700 ม. จนได้ ใช้เวลาไปราว 5 ช.ม. ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับปกติ

    คืนนี้เราพักผ่อนนอนเต็มที่จนคลายความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการเดินขึ้นเขา ในตอนรุ่งเช้า “ตะลอนเที่ยว” จึงพร้อมแล้วที่จะออกเดินทางชมสิ่งที่น่าสนใจต่างๆ ในเส้นทางศึกษาธรรมชาติบนทุ่งโนนสน ซึ่งในช่วงปลายฝนต้นหนาว หรือตั้งแต่เดือน ต.ค.-พ.ย. จะเป็นช่วงที่มีดอกไม้ป่าหลากหลายชนิดบานสะพรั่งบนทุ่งโนนสน โชคดีที่ได้พี่ “มะขามป้อม-ปัญญา จันทร์มา” เจ้าหน้าที่สื่อความหมายของ อช.ทุ่งแสลงหลวง ผู้คุ้นเคยกับดอกไม้ใบหญ้าบนทุ่งโนนสนแทบทุกชนิด เป็นคนพาเดินชมดอกไม้ใบหญ้าในเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติที่มีระยะทางราว 2.5 ก.ม.

    เอื้องนวลจันทร์-เอื้องม้าวิ่ง

           “ตะลอนเที่ยว” ไม่ผิดหวังเลยเพราะระหว่างทางได้พบเจอดอกไม้และต้นไม้น่าสนใจที่พี่มะขามป้อมชี้ชวนให้ชมไปตลอดทาง เริ่มตั้งแต่ หม้อข้าวหม้อแกงลิง พืชกินแมลงที่ปกติแล้วพันธุ์ที่พบนั้นจะขึ้นอยู่ในที่สูงประมาณ 1,400 ม. จากระดับน้ำทะเล แต่กลับพบเป็นดงอยู่บนทุ่งโนนสนที่สูงประมาณ 700 ม. เท่านั้น

    หม้อข้าวหม้อแกงลิงที่นี่พบ 2 พันธุ์ด้วยกัน คือพันธุ์สีเขียวดอกใหญ่ พันธุ์สีแดงดอกเล็ก ขณะที่ตามพื้นดินในเส้นทางช่วงแรกนั้น เต็มไปด้วยดอกจอกบ่วาย หรือ หยาดน้ำค้าง พืชกินแมลงอีกชนิดหนึ่งที่ออกดอกเป็นรูปวงกลมสีแดงอยู่เรี่ยพื้นดิน และจะมีน้ำหวานลักษณะเหมือนหยดน้ำค้างเกาะอยู่ที่ดอกตลอดทั้งวันเพื่อล่อและเป็นกับดักจับแมลงและยังเป็นน้ำย่อยภายในตัว

    ดงดอกดุสิตา (บน) กุหลาบพันปี (ล่าง)

           ด้าน กระดุมเงิน กระดุมทอง และ จุกนกยูง เป็นดอกไม้ป่าที่มีดอกลักษณะกลมเป็นปุย พบเห็นได้ตลอดเส้นทาง แม้ไม่สวยโดดเด่นแต่ก็มีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง หญ้ารากหอม ที่ออกดอกเป็นช่อสีม่วง นอกจากจะน่ารักแล้วยังมีกลิ่นหอมที่รากอันเป็นลักษณะเฉพาะ ใช้เป็นยาสมุนไพรแก้เป็นลมได้ด้วย

    นอกจากนั้นในบริเวณลานหินใกล้ลำธารยังพบ ข้าวตอกฤาษี มอสที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่พบในไทย และยังมีชื่อสามัญเป็นภาษาไทยอีกด้วย ข้าวตอกฤาษีจะขึ้นในที่ที่อากาศสะอาด และไวต่อสภาพเป็นพิษ แสดงถึงธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ของทุ่งโนนสน

    สิงโตกลอกตา-สิงโตรวงข้าว

           คราวนี้มาชมกล้วยไม้หายากกันบ้าง อย่าง สิงโตสมอหิน สิงโตรวงข้าว และ สิงโตกลอกตา กล้วยไม้ป่าที่พบเห็นได้ไม่บ่อยนัก สิงโตสมอหิน เป็นกล้วยไม้อิงอาศัยขึ้นเกาะตามต้นไม้ใหญ่ ออกดอกเป็นช่อสีเหลืองแกมเขียว ขณะที่สิงโตรวงข้าวออกดอกเป็นช่อสีเหลืองคล้ายรวงข้าว ส่วนสิงโตกลอกตาขึ้นอยู่ตามซอกหิน ในเขตจังหวัดเพชรบูรณ์ พิษณุโลก อุตรดิตถ์ พบเพียงแห่งเดียวที่ทุ่งโนนสนนี้เท่านั้น

    หม้อข้าวหม้อแกงลิง (บน) จอกบ่วาย (ล่าง)

           ในเส้นทางศึกษาธรรมชาติยังมีดอกไม้ป่าอีกหลากหลายให้ยลไม่ว่าจะเป็น สร้อยสุวรรณา สีเหลืองสดใส ทิพย์เกสร สีม่วงอ่อนหวาน สรัสจันทร สีน้ำเงินอมม่วง ดุสิตา ดอกไม้สีน้ำเงินอมม่วง ต่างเป็นดอกไม้ที่ได้ชื่อพระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ อีกทั้งยังมีดอกไม้น่ารักๆ อย่าง เอื้องม้าวิ่ง เอื้องบายศรี เอื้องมัน เอื้องน้ำต้น เอนอ้า หงอนนาค จ่าห้อม ปราบภู ที่ขึ้นอยู่ตามโขดหินบ้าง ตามพื้นดินและต้นไม้บ้าง ให้คนชอบถ่ายรูปได้เพลินเพลินกับการถ่ายมาโครกันไป ดอกไม้เหล่านี้มีเยอะจนมีผู้นำมาแต่งเป็นเพลงประจำทุ่งโนนสน โดยเอาชื่อดอกไม้มาเรียงร้อยต่อกันอย่างไพเราะ (คลิกฟังเพลงทุ่งโนนสน)

    ข้าวตอกฤาษี-เสม็ดแดง

           แต่ดอกไม้ที่ “ตะลอนเที่ยว” ยกให้เป็นนางเอกของทุ่งโนนสนก็คือดอก เหลืองพิศมร หรือ เอื้องนวลจันทร์ กล้วยไม้ดินอีกชนิดหนึ่งที่ผลิบานเต็มลานหิน เป็นดอกไม้ที่ขึ้นอยู่เยอะที่สุดบนทุ่งโนนสน อวดสีเหลืองสดใสท้าแดดลมอย่างเบิกบาน แต่ช่วงเวลาที่ดอกเหลืองพิสมรงดงามที่สุดคงเป็นช่วงเช้าตรู่ที่น้ำค้างยังคงเกาะอยู่บนกลีบใบ ผสมกับแสงแรกของวันที่สาดส่องมากระทบอย่างอ่อนโยน บวกกับหมอกจางๆ มองเห็นทิวสนเป็นฉากหลัง สวยจนเผลอกดชัตเตอร์ไม่ยั้งเลยทีเดียว แต่มีข้อควรระวังสำหรับการเดินชมดอกเหลืองพิศมร เพราะลานหินบางช่วงมีตะไคร่น้ำเกาะจนลื่น หากเดินไม่ระวังอาจเจ็บตัวและเจ็บใจที่กล้องตกกระแทกพื้นได้

    ดอกไม้กับผู้หญิงเป็นของคู่กัน

           นอกจากดอกไม้นานาชนิดแล้ว ต้นไม้ต่างๆ ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน มาถึงทุ่งโนนสน จะไม่พูดถึงต้นสนก็กระไรอยู่ พี่มะขามป้อมบอกกับเราว่า ต้นสนบนทุ่งโนนสนนี้ประมาณ 90% เป็นสนสองใบ ที่จะพบในระดับความสูง 500 ม. ขึ้นไป เปลือกลำต้นจะแตกเป็นร่องลึกเหมือนหนังจระเข้ สีค่อนข้างเข้ม นอกจากนั้นยังชี้ชวนให้ดูไลเคนชนิดต่างๆ ทั้งไลเคนแบบปรสิตสีขาวที่เกาะอยู่ตามต้นไม้ ไลเคนแบบแผ่น และไลเคนแบบฝอยลม ซึ่งจะอยู่ได้ในสภาพอากาศที่สะอาดทั้งยังมีสรรพคุณเป็นสมุนไพร นำมาต้มกับน้ำดื่มแก้ท้องอืดท้องเฟ้อได้ด้วย และอีกหนึ่งต้นไม้น่าสนใจที่ไม่ควรกล่าวข้ามคือ ต้นเสม็ดแดง ที่ลำต้นมีสีน้ำตาลแดง ปกติแล้วเสม็ดเป็นต้นไม้ที่ขึ้นในป่าชายหาด จึงเป็นข้อสันนิษฐานได้ว่าแต่เดิมบริเวณนี้อาจเคยเป็นทะเลมาก่อนก็เป็นได้

    พี่มะขามป้อมกำลังอธิบายเกี่ยวกับไลเคนฝอยลม

           ในเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาตินอกจากจะได้ชมดอกไม้ใบหญ้าแล้ว ยังมีภูมิประเทศที่น่าสนใจ บางช่วงเป็นทางเดินแคบๆ ระหว่างโขดหินใหญ่ดูคล้ายกำแพงเมือง บางช่วงเป็นลานหินที่เรียกว่า ซันแคร็ก (Sun Crack) ปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยาที่ธรรมชาติสร้างขึ้นโดยการบีบอัดและยกตัวของผิวโลกที่เคยเป็นทะเลมาก่อน และเกิดการกัดกร่อนจากแสงแดด ลม ฝน

    โขดหินใหญ่ราวกับเป็นกำแพงเมือง

           เดินชมธรรมชาติกันมาเป็นชั่วโมงๆ หลายคนเริ่มเหนื่อย ร้อน และหิวได้ที่ โชคดีที่ระหว่างทางมีน้ำตกเล็กๆ ที่ยังไม่มีชื่อ แต่ “ตะลอนเที่ยว” และชาวคณะขอเรียกว่า น้ำตกกุหลาบแดง เพราะมีต้นกุหลาบพันปีชนิดหนึ่งกำลังออกดอกสีแดงสดใสอยู่ริมลำธารพอดี ที่นี่เราได้แวะกินข้าวและเล่นน้ำคลายร้อนกัน

    น้ำตกแห่งนี้แม้จะมีเพียงธารน้ำเล็กๆ แต่ทุกคนก็สนุกสนานเย็นฉ่ำกันมาก ในลำธารมีแอ่งเล็กบ้างใหญ่บ้างที่เกิดขึ้นเพราะถูกน้ำและหิน กรวด ทราย กัดเซาะ กลายเป็นอ่างธรรมชาติให้เราได้ลงไปแช่ตัวกัน สายน้ำที่เกิดขึ้นจากการเก็บรักษาของดินและต้นไม้นั้นเย็นยะเยือก แต่ก็สร้างความสดชื่นและคลายความเหนื่อยล้าให้เราได้เป็นอย่างดี

    เล่นน้ำในแอ่งกลางน้ำตกกุหลาบแดง

           “ตะลอนเที่ยว” ใช้เวลากับทริปท่องเที่ยวทุ่งโนนสน 3 วัน 2 คืน เต็มอิ่มกับธรรมชาติ ทั้งดอกไม้ ต้นไม้ ลำธาร อากาศสดชื่น รวมไปถึงความสนุกสนานและมิตรภาพที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง นับเป็นความประทับใจที่อยากบอกต่อให้ใครๆ ได้เดินทางมาเก็บความประทับใจด้วยตัวเอง แต่ขอบอกว่าต้องรีบหน่อย เพราะดอกไม้จะมีให้ชมถึงราวปลายเดือนพฤศจิกายนเท่านั้น หรือหากใครจะเตรียมตัวไว้เพื่อเป็นทริปท่องเที่ยวในปีหน้า ทุ่งโนนสนและหมู่มวลดอกไม้ก็ยินดีต้อนรับทุกคนเสมอ

    ขอขอบคุณข้อมูล  http://www.manager.co.th

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    วาไรตี้ท่ิองเที่ยว

    แหล่งท่องเที่ยวแนะนำ
    • สวนใต้น้ำ ในฤดูใบไม้ผลิ ประเทศออสเตรีย
      ในทุกๆปี ที่เชิงเขา Hochschwab ในประเทศออสเตรีย จะถูกปกคลุมไปด้วยผืนน้ำใสสะอาด จากเดิมที่เป็นสวนธรรมดาๆ คุณจะต้องพกชุดประดาน้ำไปด้วย เพื่อไปดูความงดงามของมัน

    • หักนิ้วเท้าสวยแลก…สยอง
      ผมไปพบเรื่องราวของสาวจีนในสมัยโบราณซึ่งเป็นเรื่องแปลกดีครับ จากเว็บ www.jeban.com จึงได้นำเรื่องของหญิงสาวจีนสมัยก่อนที่มีค่านิยมในแบบแปลกๆ มาให้ทราบกันครับ นั้นคือเรื่องเท้าดอกบัวทอง ความงามที่ต้องแลกกับความเจ็บปวดแสนสาหัสของผู้หญิงจีน

    • 35 เรื่องแปลกที่จะพบได้ในดูไบ
      ดูไบ เป็นหนึ่งใน 7 รัฐแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเป็นที่ตั้งของเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ คือเมืองดูไบ มีพื้นที่ประมาณ 4,000 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรประมาณ 2

    • ป้าย อย่าขับรถตกหน้าผา!
      หากมัวแต่ขับรถชมวิวอาจทำให้เกิดอุบัติที่ไม่คาดคิดได้ง่ายๆ  ที่เห็นป้ายนี้มีจริงๆ ครับ ป้ายอย่าขับรถตกหน้าผา ที่ประเทศไอร์แลนด์บนคาบสมุทร dingle จะพบเห็นป้ายนี้อยู่ทั่วไป

    
    บทความล่าสุด
    • นอนไปเสียวไส้ไป “โรงแรมแคปซูลลอยฟ้า”…ใครไม่กลัวความสูงต้องลอง

       เว็บไซต์ Boredpanda.com เผยแพร่ภาพของ “สกายลอดจ์” หรือโรงแรมแคปซูลลอยฟ้าของเปรู ซึ่งต้องบอกก่อนเลยว่า เหมาะสำหรับผู้ที่รักธรรมชาติ รักการผจญภัย หรือชอบความท้าทายมากๆ ลักษณะโรงแรมมันเป็นกล่องกระจกใสรอบด้าน ติดอยู่ตามหน้าผาบริเวณเทือกเขาแอนดิสซึ่งสูงถึง 400 ฟุต ยื่นออกมาอย่างนั้น ลอยอยู่เหนือพื้นดิน ทำให้สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์รอบด้านได้อย่างสวยงามเป็นพิเศษ ตัวโรงแรมทำมาจากโพลีคาร์บอร์เนตและอลูมิเนียม ซึ่งทั้งหมดนี้ควบคุมดูแลโดยนาตูราวีวา ซึ่งเป็นบริษัทการท่องเที่ยวของเปรู เพื่อนักท่องเที่ยวที่อยากสัมผัสประสบการณ์แบบแปลกใหม่ น่าตื่นตาตื่นใจโดยเฉพาะ เอาเป็นว่าถ้าใครไม่กลัวความสูงก็ลองเลย ราคาเริ่มต้นที่ 300 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 10,179 บาท) ขอบคุณ ข่าวสด

    • 9 ข้อควรรู้ก่อนไปเที่ยวญี่ปุ่น โดย GTH และนาดาว คลิปข้อควรปฎิบัติเมื่อจะไปเที่ยวญี่ปุ่นครับ  รู้ไว้สักหน่อยจะได้ไม่ทำให้ต่างชาติมองคนไทยในแง่ลบ ด้วยคลิปที่สนุกเข้าใจง่ายจากค่าย GTH และนาดาว นำแสดงโดย เต๋อ-เผือก 1. คนญี่ปุ่น จะมีวัฒนธรรมในการเข้าแถว ไม่ว่าจะซื้อหรือใช้บริการอะไรก็ตาม 2. ในรถสาธารณะ ไม่ควรคุยโทรศัพท์เสียงดังรบกวนผู้อื่น ควรปิดเสียงโทรศัพท์ รวมถึงเสียงแอพพลิเคชั่นแชทต่างๆ 3. การขึ้นบันไดเลื่อนที่ญี่ปุ่น ควรชิดซ้าย เพื่อหลีกทางให้ผู้ที่รีบเดินแซงได้ แต่ต้องสังเกตในแต่ละท้องถิ่น หากเป็นโตเกียวจะยืนชิดซ้าย หากเป็นภูมิภาคคันไซ อันได้แก่ โอซาก้า เกียวโต หรือเมืองใกล้เคียง จะยืนชิดขวา 4. เวลาถ่ายรูปสถานที่ต่างๆ

    • ประเพณีเก็บน้ำผึ้งโบราณ ในเนปาล ฮิมาลายา ประเพณีการเก็บน้ำผึ้งที่เก่าแก่ดั้งเดิมของเผ่า Algurung ที่อาศัยอยู่ในป่าที่อุดมสมบูรณ์หมู่บ้านเล็กๆ ในประเทศเนปาล ทั้งชายและหญิงเผ่า Algorong จะออกหาน้ำผึ้งป่ารสชาติเยี่ยมและมีความพิเศษกว่าที่ใดในโลกเพียงปีละสองครั้ง บนเทือกเขาหิมาลัย ฉันมาพร้อมกับช่างภาพชาวอังกฤษ “แอนดรู นอยด์” ได้บันทึกภาพกิจกรรมที่อันตรายมากและเป็นภาพที่ยอดเยี่ยมซึ่งเป็นหนึ่งในประเพณีที่สำคัญที่สุดของคนที่นี้ ที่น่าตื่นเต้นสุดๆ Credit: www.facebook.com/sawtelghad ร่วมแสดงความคิดเห็น วาไรตี้ท่ิองเที่ยว

    • ชนเผ่าในไซบีเรีย กับการกินดื่มเลือดสดๆ เนื้อสดๆ เมื่อพูดถึงซอมบี้ เรามักจะคิดถึงหนังฟอร์มยักษ์ที่มีเหล่าผีดิบหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว  ควบคุมตัวเองไม่ได้และวิ่งไล่ล่าเพื่อกัดกิน เอาชีวิตมนุษย์ เพื่อกระจายเชื้อซอมบี้ไปเรื่อยๆ แต่เรื่องราวที่เราเอามาให้คุณได้อ่านกันวันนี้ เป็นชนเผ่าเร่ร่อนที่อาศัยอยู่แถวๆ ไซบีเรีย ซึ่งพวกเค้าได้เปิบเมนูกวางเรนเดียสดๆ แบบไม่ปรุงรสชาติ หรือทำให้สุกแต่อย่างใด ชนเผ่าเร่รอนเหล่านี้อาศัยอยู่ทางเหนือของจีนหรือรัสเซีย ดินแดนอันหนาวเหน็บ เกินที่คนทั่วไปจะอยู่อาศัยได้ พวกเค้าเลี้ยงกวางเรนเดียร์ และทำประมงเป็นอาชีพหลักเลี้ยงชีพกันสืบมาตั้งแต่อดีต หากเรามองเผินๆ อาจคิดว่าพวกเค้าป่าเถื่อน แต่ความเป็นจริงแล้วพวกเค้าอาจมีเหตุผล  เพราะการยังชีพอยู่ในดินแดนอันหนาวจับใจแบบนี้  การได้ซดเลือดสดๆ และทานเนื้อดิบๆ อาจเป็นวิธีที่ทำให้ร่างกายอบอุ่น รับสารอาหารเต็มที่เพื่อใช้ต่อสู้กับความหนาวก็เป็นได้ สีหน้าของเด็กๆ ที่ยิ้มแย้มแจ่มใส  ไม่มีท่าทีของความโหดร้ายแม้แต่น้อย  นั่นคือสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่าพวกเค้าต้องทำแบบนี้  เพื่อดำรงชีพนั่นเอง มื้อนี้

    • พิธีสวนสนามปิดด่านอินเดีย-ปากีสถาน “ศัตรูและมิตรภาพ” อินเดียและปากีสถานได้ต่อสู้กันมาตั้งแต่แบ่งแยกประเทศในอนุทวีปเมือ่ปี 2490 แม้ว่าจะมีการเจรจาสันติภาพที่ดำเนินไปอย่างช้า ๆ นับจากการชะงักงันหลังการโจมตีมุมไบเมื่อปี 2551 ที่อินเดียกล่าวหาว่าเป็นกองกำลังอยู่ในปากีสถาน ทหารที่ชุดสีน้ำตาลอ่อนเป็นของอินเดีย ส่วนสีเขียวเข้มคือปากีสถาน จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ด่านชายแดนวากาห์ของทหารอินเดียและปากีสถานในทุกเย็นของทั้งสองประเทศ  มีพิธีเชิญธงชาติลงจากเสา  ที่แสดงออกอย่างดุดัน ยั่วยุกัน (น่าสนุกด้วย) โดยการกระทืบรองเท้าบู๊ตแรงๆ  ได้ดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวให้มาส่งเสียงเชียร์ ถึงกับมีทัวร์มาลงด้วยนะครับ การเดินสวนสนามที่วางท่า ขมึง และจ้องมองกันอย่างเป็นศัตรูเต็มที่ของสองฝ่าย แม้พิธีการจะเป็นศัตรูกัน แต่ในท้ายที่สุดก็จับมือและปิดด่านแยกย้ายกันไปครับ แม้จะดูสนุก  แต่ทหารที่ทำพิธีปิดด่านหลายรายถึงขั้นได้รับบาดเจ็บหัวเข่า เพราะความรุนแรงในการกระทืบเท้ากับพื้น เพื่อแสดงออกเชิงความแข็งแกร่ง ห้าวหาญ ทำให้รัฐบาลอาจลดความรุนแรงของการกระทืบเท้านี้ลงในอนาคต ร่วมแสดงความคิดเห็น วาไรตี้ท่ิองเที่ยว

    5 อันดับที่เที่ยว ยอดนิยม

    Blogroll