“ดอยอินทนนท์” สูงเสียดฟ้า สวยน่าทึ่ง…กึ่งมหัศจรรย์

0

2,565.3341 เมตร

นี่คือตัวเลขบอกระดับจุดสูงสุดของเมืองไทยบนยอดดอยอินทนนท์ ซึ่งที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวเดินทางมารูปคู่กับป้าย“สูงสุดแดนสยาม” ไม่เคยว่างเว้น

“ตะลอนเที่ยว” คุ้นเคยกับชื่อดอยอินทนนท์มาตั้งแต่เด็ก เพราะคุณครูสอนจนจำขึ้นใจว่า ยอดดอยแห่งนี้คือดินแดนที่สูงที่สุดในประเทศไทย

 ผืนป่าลักษณะเฉพาะบนยอดดอยอินทนนท์

ป้ายจุดสูงสุดแดนสยามที่นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูปคู่

       ครั้นเมื่อโตขึ้นได้มีโอกาสขึ้นไปเที่ยวบนดอยอินทนนท์ก็เกิดความประทับใจเรื่อยมา เพราะดอยอินทนนท์ไม่ได้มีแค่จุดสูงสุดในสยามเท่านั้น แต่นี่นับเป็นหนึ่งในดินแดนชวนฝันที่มีสถานที่ท่องเที่ยวและสิ่งน่าสนใจชวนให้ค้นหามากมาย

   พระธาตุศรีจอมทอง   

       เมื่อลมหนาวพัดโชยมาปะทะร่าง “ตะลอนเที่ยว” ก็ไม่รีรอเก็บข้าวของ เสื้อผ้า และเสื้อกันหนาวยัดใส่กระหนาว พร้อมกับออกเดินทางขึ้นเหนือไปหาหนาวที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีจุดหมายหลักอยู่ที่ “ดอยอินทนนท์” ดินแดนสูงสุดของสยามประเทศ


พระธาตุศรีจอมทอง

       สำหรับในทริปนี้เราเลือกพักในตัวเมืองเชียงใหม่เป็นหลัก ด้วยการเลือกเฟ้นที่พักผ่านทางเว็บไซต์อโกดา(www.agoda.co.th) ที่นอกจากจะมีข้อมูลเรื่องราคาและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ บอกไว้พร้อมสรรพแล้ว เว็บไซต์นี้เขายังการันตีในเรื่องราคาว่าถูกกว่าที่ไหนๆ ซึ่งก็ทำให้เราได้เข้าพักในที่พักโดนใจได้อย่างไม่อยากเย็น

จากนั้นในวันขึ้นดอยอินทนนท์ เราออกจากเชียงใหม่แต่เช้าเพื่อมุ่งหน้าขึ้นสู่ยอดดอย โดยระหว่างไม่ลืมที่จะแวะสักการะ “พระธาตุศรีจอมทอง” ที่ตั้งอยู่ใน อ.จอมทอง ใกล้ๆกับทางขึ้นดอยอินทนนท์เสริมสิริมงคล

ภายในวิหารวัดพระธาตุศรีจอมทอง

       พระธาตุศรีจอมทอง เป็นพระธาตุศักดิ์สิทธิ์ชื่อดังอีกแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ อีกทั้งยังเป็นพระธาตุประจำคนเกิดปีชวดหรือปีหนูตามคติความเชื่อเรื่องการไหว้พระธาตุของล้านนา

พระธาตุศรีจอมทอง เป็นพระธาตุเก่าแก่อายุกว่า 550 ปี สันนิษฐานว่าสร้างในปี พ.ศ. 1994 หรือ 1995 ภายในประดิษฐานพระบรมธาตุส่วนพระเศียรเบื้องขวา ซึ่งมีความพิเศษแตกต่างไปจากพระธาตุองค์อื่นๆ คือองค์พระบรมสารีริกธาตุไม่ได้ฝังดินไว้เหมือนพระธาตุองค์อื่นๆ หากแต่ประดิษฐานไว้ในกู่ภายในพระวิหาร ที่ตั้งอยู่ด้านหลังขององค์พระประธาน

ไม้ค้ำโพธิ์ที่วัดพระธาตุศรีจอมทอง

       ในบริเวณพระธาตุศรีจอมทองยังมีอีกสิ่งน่าสนใจให้ชมนั่นก็คือ “ไม้ค้ำโพธิ์” หรือ “ไม้ค้ำสะหลี”(สะหลี เป็นภาษาพื้นเมืองมาจากคำว่า“ศรี”) ที่มีไม้จำนวนมากวางค้ำกิ่งก้านของต้นโพธิ์ใหญ่ที่แผ่สยายสาขา ซึ่งที่ อ.จอมทอง โดยเฉพาะที่วัดแห่งนี้ถือเป็นต้นกำเนิดประเพณีแห่ไม้ค้ำโพธิ์แห่งแรก(และแห่งเดียวในเมืองไทยในยุคนั้น) ก่อนที่ปัจจุบันประเพณีนี้จะเผยแพร่ไปยังพื้นที่อื่นๆ

ธรรมชาติล้วนต่างพึ่งพาในผืนป่าอ่างกา

  ป่าดึกดำบรรพ์ มหัศจรรย์อ่างกา

หลัง “ตะลอนเที่ยว”ไหว้พระธาตุศรีจอมทองเอาฤกษ์เอาชัยแล้ว เราก็มุ่งหน้าฝ่าลมหนาวและสายหมอกขึ้นสู่ยอดดอยอินทนนท์ ที่ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เพื่อขอขึ้นไปย่ำบนจุดสูงสุดแห่งสยาม ณ ระดับความสูง 2,565.3341 เมตรกันสักหน่อย

นี่นับเป็นหนึ่งในป้ายถ่ายรูปยอดฮิตของเมืองไทย เพราะใครไปใครมาต่างก็ไม่พลาดการถ่ายรูปคู่กับป้ายนี้ ทั้งนี้เพื่อการันตีว่า ฉัน(เคย)ได้ขึ้นมายืนบนจุดที่สูงที่สุดของประเทศไทยแล้ว

ทางเข้า-ออก ในเส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกา

       ถัดจากป้ายสูงสุดเข้าไปในป่าข้างทางเป็นที่ตั้งของ“สถูปเจ้าอินทวิชานนท์” ที่มีหมุดวัดระดับสูงสุดในสยามปักอยู่บริเวณด้านหลัง โดยมีสะพานไม้ชมธรรมชาติสายสั้นๆทอดนำไปสู่บริเวณศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ที่ฝั่งตรงข้ามโดดเด่นไปด้วย“เส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกา” ที่เป็นหนึ่งในไฮไลท์ของดอยอินทนนท์แห่งนี้

เส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกา สร้างเป็นสะพานไม้ทอดยาวกลมกลืนกับสภาพพื้นที่เข้าไปในบริเวณพื้นที่ “อ่างกา” แหล่งน้ำธรรมชาติประเภทพรุน้ำจืดที่ได้ชื่อว่าสูงที่สุดในประเทศไทย

ต้นไม้สวมใส่เสื้อผ้าในผืนป่าดึกดำบรรพ์

       ธรรมชาติของผืนป่าในพื้นที่อ่างกามีลักษณะพิเศษไม่เหมือนใคร ด้วยความชื้นสูงและอากาศหนาวเหน็บบนยอดดอยทำให้ผืนป่าถูกปกคลุมไปด้วยมอส เฟิน ต้นไม้ใหญ่น้อยจำนวนมากในที่นี่มีลักษณะต่างไปจากที่อื่นเพราะถูกมอสขึ้นปกคลุมแน่นทึบไปหมด เกิดเป็นต้นไม้ลักษณะพิเศษที่หลายๆคนเรียกมันว่า“ต้นไม้ใส่เสื้อผ้า” เพราะมีมอสเป็นเสื้อกำมะหยี่สีเขียวชั้นดี

เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติอ่างกานำพาไปสัมผัสกับป่าดึกดำบรรพ์

       ด้วยลักษณะของผืนป่าแบบนี้ที่อ่างกาหลวงทำให้ที่นี่ได้รับการขนานนามว่า “ป่าดึกดำบรรพ์” ที่ถือเป็นอีกหนึ่งความน่าทึ่งกึ่งมหัศจรรย์ของธรรมชาติซึ่งหาชมได้ยากมากในเมืองไทย

สำหรับสะพานไม้ศึกษาธรรมชาติอ่างกา มีระยะทางประมาณ 360 เมตร เป็นเส้นทางวงรอบ เดินทางเดียว


ข้าวตอกฤาษี มอสที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเมืองไทย

       ในเส้นทางจะพาไปสัมผัสกับสวยงาม ความน่าทึ่งต่างๆของผืนป่าดึกดำบรรพ์ ไม่จะเป็น ดงต้นไม้สวมเสื้อผ้า เฟินต่างๆ ดงข้าวตอกฤาษีที่จัดเป็นมอสที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเมืองไทยเป็นหนึ่งในดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ พืชพันธุ์เฉพาะถิ่น และนกเฉพาะถิ่น ที่ต่างล้วนอยู่กันแบบพึ่งพาอาศัย มีแต่เรามนุษย์นี่แหละที่เป็นอาคันตุกะแปลกหน้า ดังนั้นการเที่ยวชมที่นี่จำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎของอุทยานฯเพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อเจ้าบ้านและสถานที่ให้มากที่สุด

พระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ

   2 พระธาตุคู่พระบารมี

หลังเพลิดเพลินจุใจกับการท่องป่าดึกดำบรรพ์ “ตะลอนเที่ยว” ลงจากยอดดอย แต่ยังไม่ลงจากดอยเพราะระหว่างทางเราแวะเที่ยวชม 2 พระมหาธาตุศักดิ์สิทธิ์คู่ดอยอินทนนท์ นั่นก็คือ “พระมหาธาตุนภเมทนีดล” และ “พระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ”

พระมหาธาตุนภเมทนีดล กองทัพอากาศสร้างขึ้นถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบเมื่อปี พ.ศ. 2530 ส่วนพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ สร้างถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบเมื่อปีพ.ศ. 2535

นกประจำถิ่นในผืนป่าอินทนนท์

       พระธาตุนภเมทนีดลเป็นเจดีย์ทรงระฆังคว่ำ 8 เหลี่ยม หมายถึงมรรคผล 8 มีความสูง 60 เมตร ส่วนพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริเป็นเจดีย์ทรงระฆังคว่ำ 12 เหลี่ยม แทนความหมายอัจฉรยะธรรม 12 ประการ พระธาตุทั้ง 2 มีระเบียงแก้วโดยรอบเป็น 2 ระดับ เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและพระพุทธรูปในท่าประทับยืน

ขณะที่บริเวณรอบๆองค์พระมหาธาตุเป็นสวนที่มีการประดับตกแต่งอย่างน่ายล สำหรับการขึ้นไปบนพระธาตุทั้งสองเดิมต้องเดินขึ้นบันไดมากขั้นขึ้นไป แต่ปัจจุบันได้มีการจัดสร้างบันไดเลื่อนขึ้นสู่พระธาตุไว้รองรับผู้สูงอายุหรือผู้ที่เดินขึ้นบันไดไม่ไหว นับเป็นอีกหนึ่งพัฒนาการของพื้นที่แห่งนี้

น้ำตกวชิรธาร

   เพลิดเพลิน 3 น้ำตกใหญ่

ขาลงของชีวิตอาจเป็นสิ่งที่หลายๆคนไม่ต้องการ แต่ขาลงจากยอดดอยอินทนนท์ถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะในระหว่างทางขาลงมีสิ่งน่าสนใจให้เที่ยวชมกันหลากหลาย แต่สำหรับในทริปนี้ผมมีเป้าโฟกัสอยู่ที่ 3 น้ำตกใหญ่ในเส้นทางลงจากดอยไปจนถึงบริเวณพื้นล่างที่ อ.จอมทอง ซึ่งล้วนต่างอยู่ในการดูแลของอุทยานฯดอยอินทนนท์

น้ำตกแรกคือ “น้ำตกวชิรธาร” เดิมชื่อน้ำตกตาดฆ้องโยง ภายหลังเปลี่ยนชื่อตามพระนามาภิไธยของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารเป็นน้ำตกวชิรธาร

สายรุ้งทาบทอผ่านธารน้ำตกวชิรธาร

       น้ำตกวชิรธาร สูงประมาณ 100 เมตร มีน้ำตลอดทั้งปี เมื่อขึ้นยืนในจุดชมน้ำตก จะเห็นสายน้ำตกสีขาวไหลโจนทะยานจากหน้าผาลงสู่แอ่งเบื้องล่าง นอกจากความสวยงามของสายน้ำแล้ว น้ำตกวชิรธารมีจุดเด่นตรงที่อะลองไอน้ำที่ปลิวฟุ้งกระจายนั้น ยามต้องแสงแดดจะเกิดเป็นสายรุ้งโค้งกระจาย โดยรุ้งกินน้ำตกจะเปลี่ยนมุมไปตามทิศทางของแสงที่ตกกระทบ ซึ่งวันไหนแดดดีจะมีรุ้งทอดยาวให้เห็นกันถึง 2 ตัวเลยทีเดียว

น้ำตกแม่กลาง

       จากน้ำตกวชิรธารลงมาถึงเชิงดอยเบื้องล่างเลยจากด่านตรวจ(ขาลง-ส่วนขาขึ้นอยู่ก่อนถึงด้านตรวจ) จะมีทางแยกซ้ายสู่ “น้ำตกแม่กลาง” อีกหนึ่งน้ำตกขนาดใหญ่คู่ดอยอินทนนท์

น้ำตกแม่กลาง สูงประมาณ 100 เมตร มีสายน้ำไหลแรงขาวฟูฟ่องโจนทะยานจากโตรกผาลงมาสู่แอ่งเบื้องล่าง ท่ามกลางองค์ประกอบอันน่ายลของธรรมชาติที่สรรค์สร้าง โดยบริเวณด้านล่างตัวน้ำตกมีแอ่งน้ำน้อย-ใหญ่ ให้เล่นน้ำกันอยู่หลายจุด

น้ำตกแม่ยะ

       มาถึงน้ำตกใหญ่อันดับสุดท้ายที่อยู่ไกลฉีกออกมาจากเส้นทางขึ้นดอยอินทนนท์มากหน่อย ประมาณ 15 กิโลเมตร น้ำตกแห่งนี้คือ “น้ำตกแม่ยะ” อันสวยงามอลังการ

น้ำตกแม่ยะ มีความสูงราว 280 เมตร โดดเด่นไปด้วยสายน้ำขาวโพลนที่ไหลลงมาตามหน้าผาสูงเป็นชั้นๆลดหลั่นกันไปประมาณ 30 ชั้น ก่อนถึงแอ่งสายธารน้ำในเบื้องล่าง ท่ามกลางบรรยากาศแวดล้อมรอบข้างที่ร่มรื่นอุดมสมบูรณ์

เดิมสมัยที่ยังไม่มีการค้นพบน้ำตกทีลอซู น้ำตกแม่ยะเคยถูกจัดให้เป็นน้ำตกที่สวยที่สุดในเมืองไทย ก่อนที่ปัจจุบันตำแหน่งนี้จะเป็นของน้ำตกทีลอซู แต่กระนั้นน้ำตกแม่ยะก็ได้ชื่อว่าเป็นน้ำตกงามในระดับขั้นเทพที่มีความสวยงามอลังการติดอันดับต้นๆของประเทศ

และนี่ก็คือความน่าทึ่งของธรรมชาติและมนต์เสน่ห์ของดินแดนที่มียอดดอยเป็นจุดสูงสุดแดนสยาม นาม“ดอยอินทนนท์” ซึ่งหากใครที่อุตส่าห์ดั้นด้นไปยังดินแดนดอยสูงเสียดฟ้าแห่งนี้แล้ว ทำเพียงแค่ไปยืนถ่ายรูปคู่กับป้ายอย่างเดียวโดยละเลยสิ่งน่าสนใจในรอบๆข้างไป นับเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง

*****************************************

ดอยอินทนนท์ ตั้งอยู่ใน อ. จอมทอง จ. เชียงใหม่ อยู่ในความดูแลของอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ นอกจากสถานที่ท่องเที่ยวที่กล่าวมาแล้ว ดอยอินทนนท์ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวเด่นๆ ได้แก่

-เส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปานที่มีไฮไลท์อยู่ที่ผาแง่มน้อยและดงดอกกุหลาบพันปี

-ดอยผาตั้งที่เป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวมหัศจรรย์เมืองไทยของททท.

-ถ้ำบริจินดา ถ้ำขนาดใหญ่ที่ภายในงดงามไปด้วยหินงอกหินย้อย

-จุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นและตกที่ กม.41 จุดชมพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกที่ กม.42

-โครงการหลวงอินทนนท์ที่โดดเด่นไปด้วยโรงเรือนปลูกพืชผักแบบขั้นบันไดลัดเลาะไปตามเนินเขากับเมนูปลาเรนโบว์ เทราต์ อันเลื่องชื่อ

-บ้านแม่กลางหลวง หมู่บ้านชาวปกากะญอที่มีแปลงข้าวเป็นทุ่งนาขั้นบันไดอันสวยงาม ได้รับเลือกเป็นฉากในหนังและละครหลายเรื่อง แต่ต้องไปเที่ยวให้ถูกฤดูกาล

การเดินทางสู่ดอยอินทนนท์ จากตัวเมืองเชียงใหม่ ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 108 (เชียงใหม่-ฮอด) โดยก่อนถึง อ.จอมทอง ประมาณ 2 กม.จะมีทางเลี้ยวขวาขึ้นดอยอินทนนท์และอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์(ทางหลวงหมายเลข 1009)

ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดทางเพิ่มเติมได้ที่ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ โทร. 0- 5328-6728

ขอขอบคุณข้อมูล  http://www.manager.co.th

ร่วมแสดงความคิดเห็น