ͧ || ʶҹͧ|| ٴǧ|| ҹФ|| ´|| Է͹Ź || ٷ|| ͻ§ || ö§
  dooasia :         ͧͧ   觹ʹ  
 
Ѻѡͧ
Ǩͺзҧ
Ἱ 77 ѧѴ
77 ѧѴ(PDF)
ͧç
ç
鹷ҧͧ(PDF)
ի
ͧͧԹ
ͧö
ҧ
ö
197 ȷš
š¹Թҡ
˹ѧͷͧ
dooasia.com й
  ҡ
  ȨŹ
  鹷ҧآ
  Ѻöǵ͹
  Ƿ 77 ѧѴ
  طҹ觪ҵ
  ѹشѹӤѭ-
  Ż
 
  ͧͧ
 
 
ŷͧǻ
ŷͧǻ
ŷͧǻȡ٪
ŷͧǻ´
ŷͧǻȾ
ŷͧǻȨչ
 
Ҥ˹ ᾧྪ : § : § : ҡ : ä : ҹ : : ԨԵ : ɳš : ྪúó : : ͧ͹ : ӻҧ : Ӿٹ : : صôԵ : ط¸ҹ
  Ҥҹ Թ : ͹ : : þ : Ҫ(Ҫ): : ä : ء : ʸ : : : : ʡŹ : Թ : ˹ͧ : ˹ͧ : ӹҨԭ : شøҹ : غҪҹ : ֧(ѧѴ 77)
  Ҥҧ ا෾ : ҭ : ԧ : ¹ҷ : ù¡ : û : : ҹ : ШǺբѹ : Ҩչ : йظ : ྪú : Ҫ : ž : طûҡ : طҤ : طʧ : : к : ԧ : ؾó : ҧͧ
  Ҥѹ͡ ѹ : ź : Ҵ : ͧ

  Ҥ к : : ѧ : ոҪ : Ҹ : ѵҹ : ѷا : ѧ : : : йͧ : ʧ : ʵ : ɮҹ




  การตั้งศาสนาในดินแดนสุวรรณภูมิ

การตั้งศาสนาในดินแดนสุวรรณภูมิ

ศาสนาพราหมณ์ที่ตามพรลิงค์

 

                อาณาจักรตามพรลิงค์  แห่งนี้นับถืออาณาจักรเก่าแก่ที่อยู่ตามภาคใต้ของประเทศไทย  มีเมืองตามพรลิงค์ (เมทองนครศรีธรรมราช)  เป็นศูนย์กลางอาณาจักร  ปรากฏหลักฐานว่า

               

เมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๗  นั้น  ในระยะแรก  เมืองตามพรลิงค์นั้นอยู่ในอาณาจักรฟูนันและอาณาศรีวิชัย  ภายหลังแห่งเมืองได้มีความสำคัญขึ้น  ตามลำดับจนถึงพุทธศตวรรษที่  ๑๓  เมืองตามพรลิงค์จึงได้ขยายอำนาจขึ้นมาเป็รศูนย์กลางการค้าการปกครองเมืองต่าง ๆ  ในดินแดนภาคใต้  จนสามารถสร้างอาณาจักรขนาดใหญ่ขึ้นในพุทธศตวรรษที่ ๑๔ -๑๕

               

อาณาจักรแห่งนี้  ได้ขยายอาณาเขตปกครองตั้งแต่เมืองปัตตานีและหัวเมืองทางภาคใต้เกือบทั้งหมด  ในพุทธศตวรรษที่ ๑๙  อาณาจักรตามพรลิงค์หรือเมืองนครศรีธรรมราชได้เสื่ออำนาจลงและตกอยู่ใต้อำนาจของกรุงศรีอยุธยาในที่สุด

               

เมืองตามพรลิงค์  (เมืองนครศรีธรรมราช)  แห่งนี้  พบว่าโบราณสถานของศาสนาพราหมณ์อยู่บนเขาคา  ตำบลสำเภา  อำเภอสิชล  จังหวัดนครศรีธรรมราช  ทำให้เกิดหลักฐานใหม่ว่า  ศาสนาพราหมณ์นั้นได้เดินทางเข้ามาเผยแพร่และตั้งแหล่งศาสนาพราหมณ์ขึ้นในดินแดนแถบนี้ก่อนที่จะเดินทางไปมีบทบาทในเมืองอื่นและดินแดนสุวรรณภูมิต่อไป

               

เทวสถานบนยอดเขาคาจะเกิดขึ้นได้นั้น  จะต้องมีชุมชนโบราณคอยอุถัมป์ดูแลอยู่ด้วย และบริเวณแห่งนี้จากการสำรวจพบว่า  มีแนวสันทรายนครศรีธรรมราช  (คือสันทรายสิชล-ท่าศาลา)  ทอดยาวจากทิศเหนือลงมาทางทิศใต้ประมาณ  ๕๐  เมตร  มีอายุอยู่ในสมัยโฮโลซีน  คืออายุราว  ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐  ปีลงมา

               

ส่วนชุมชนที่อยู่อาศัยของมนุษย์ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น  น่าจะอยู่แถวบริเวณเทือกเขานครศรีธรรมราชด้านทิศตะวันตก  อันเป็นแหล่งต้นน้ำของคลองหลายสายที่ไหลเกือบเป็นเส้นตรงจากทิศตะวันตกไปสู่ทิศตะวันออก  ตอนกลางนั้นมีบริเวณที่ราบเชิงเขา และที่ราบลำน้ำมีสภาพพื้นที่สูงกว่าบริเวณเส้นทรายใกล้ชายฝั่ง  การทับถมของตะกอนดินในแม่น้ำและความชุ่มชื้นของลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดมาจากทะเลนั้น  จึงทำใกล้บริเวณที่ราบกว้างใหญ่ริมฝั่งแม่น้ำนั้นมีความอุดมศมบูรณ์กว่าบริเวณอื่น  จนเอื้ออำนวยต่อการเกษตรกรรมเลี้ยงชุมชนที่เกิดขึ้นได้  อีกทั้งยังได้อาศัยลำน้ำเป็นเส้นทางคมนาคมติดต่อไปยังพื้นที่ตอนในกับพื้นที่ชายฝั่งทะเลด้วย

               

บริเวณนี้เชื่อว่า  น่าจะเป็นแหล่งของชุมชนมนุษย์ในยุคนั้น  และได้มีการติดต่อค้าขายกับพ่อค้าชาวอินเดียมาตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่  ๑๐  ชุมชนโบราณนี้อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเขาคาและบริเวณวัดเบิกเขาโพรง  สำรวจพบเครื่องมือเขาหินขัด  เครื่องมือของมนุษย์ก่อนประวัติศาสาตร์ที่มีอายุราว  ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐  ปี  พบแหล่งโบราณคดี จำนวนมากอยู่กระจายตามลุ่มแม่น้ำในเขตอำเภอสิชลและอยู่กันหนาแน่นในท้องที่ตำบลสำเภา  ตำบลฉลอง  ตำบลเทพราช

               

ชุมชนมนุษย์ที่เขาคา-สิชลเหล่านี้  ได้ตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยและสร้างวัฒนธรรมของตนเองสืบทอดต่อมาจนถึงยุคเริ่มประวัติศาสตร์  มาจนมีการติดต่อค้าขายกับพ่อค้าชาวอินเดีย

                ด้วยเหตุนี้เองในพุทธศตวรรษที่ ๑๐-๑๘  บริเวณดังกล่าวนี้  จึงมีวัฒนธรรมและคติความเชื่อทางศาสนาของอินเดียเข้ามาสู่ชุมชนแห่งนี้  โดยพ่อค้าและพราหมณ์เป็นผู้นำเข้ามาเผยแพร่  นับเป็นแหล่งอารยธรรมอินเดียเกิดขึ้นครั้งแรก  (ที่สำรวจพบ)  ในบริเวณดังกล่าว  จากการสำรวจได้พับว่าแหล่งโบราณวัตถุและโบราณสถานเหล่านั้นเป็นเทวสถาน  ที่สดแงถึงคติ  ความเชื่อในลัทธิไศวนิกาย  โดยนับถือพระศิวะเป็นเทพเจ้า

               

ในพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๔  นั้น  ศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกายมีความเจริญมากพบหลักฐานว่าชุมชนโบราณอยู่ในบริเวณนี้ได้ขยายตัวไปทางตอนใต้ตลอดแนวลำน้ำ  เช่น  ชุมชนวัดนาขอมที่ร้างอยู่  บริเวณนี้ได้พบว่ามีการตั้งเทวาลัยเป็นจำนวนมากทั้งที่อยู่บนเนินเขาและที่ราบ  ขณะนั้นพุทธสถานของชุมชนชาวพุทธได้เกิดขึ้นบริเวณที่ราบเท่านั้น

               

ดังนั้นเขาคาจึงเป็นเขาที่ถูกเลือกสำหรับสร้างเทวสถาน  เพื่อเป็นเทวาลัยแห่งพระศิวเทพ  เพื่อให้เป็นศูนย์กลางของศาสนาพราหมณ์ลัทธิศิวนิกาย  คือใช้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ประดิษฐ์ฐานศิวลึงค์ตามคัมภีร์ศิวปุราณะเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาทำเลของเทวสถานเป็นต้นแบบศาสนาพราหมณ์ในไทยแห่งนี้ต่อไป

               

เขาคา  นี้เป็นเขาลูกโดด  ยาวประมาณ    เมตร  กว้างประมาณ  ๓  เมตร  ยอดเขา  มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ  ๗๒ เมตร  เชิงเขาด้านใต้มีลักษณะที่เรียกว่าด้านเหนือเล็กน้อย  บนยอดเขามีเทวสถานของศาสนาพราหมณ์ตั้งอยู่  ห่างออกไปทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ  ๕๐ เมตร  มีแม่นำไหลผ่านเขาคาทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือและทิศเหนือ  คือ  คลองท่าทน  มีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาหลวง  ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้แทนพระสุเมรุตามอย่างภูเขาหิมาลัยในอินเดีย  เขาคาจึงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมของศาสนาพราหมณ์และเป็นที่อยู่อาศัยของพราหมณ์  ซึ่งพบร่องรอยอาคารสถาปัตยกรรมตามแนวสันเขารวมทั้งหมด  ๔  แห่ง  สระน้ำ  ๓  แห่ง  และมีโบราณสถานดัดแปลงจากสภาพแวดล้อมธรรมชาติอยู่สุดเนินเขาทางด้านเหนืออีก ๑ แห่ง  เชื่อว่าเป็นชุมชนของชาวบ้านที่อยู่กระจัดกระจายตามที่ราบของเขาคา  ด้วยพบหลักฐานทางคดีเป็นจำนวนมาก  เช่น  เนินโบราณสถาน  สระน้ำโบราณ  พบคิวลึงค์  และชิ้นส่วนของสถาปัตยกรรม  เช่น  ฐานเสา  ธรณีประตู  กรอบประตู  เป็นต้น  เขาคานี้มีสองยอด  ยอดหนึ่งมีลักษณะเป็นเนินเขาบนตะพักเขาที่สูง  ๗๐  เมตร  ยอดทางเหนือสูงประมาณ  ๑๙๕  เมตร  ทั้งสองยอดนี้มีโบราณสถานอยู่เรียงรายตามสันเขา  โบราณสถานบนเขามี  ๕ หลัง  พบว่ามีบ่อรูปสี่เหลี่ยม  ทำบ่อน้ำมนต์  และท่อโสมสูตรในอาคารหลังใหญ่  กว้าง  ๑๗  เมตร

               

ลักษณะของคิวลึงค์ตามคัมภีร์ปุราณะที่พบอยู่บนเขาคานั้น  ส่วนล่างสุดเป็นฐานรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสหมายถึงพรหมภาค  ตรงกลางศิวลึงค์นั้นเป็นรูปแปดเหลี่ยมหมายถึง  วิษณุภาค  และสุดบนสุดของศิลลึงค์เป็นรูปกลมมนต์หมายถึง   รุทรภาค  นอกจากศิวลึงค์แล้วพบหลักฐานโยนีเป็นจำนวนมากมีฐาน  ๙-๑๒  เซนติเมตร  มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔

               

เทวสถานนี้แม้จะสร้างเป็นเทพเจ้าของลัทธิไศวนิกายแล้ว  ยังพบมีการประดิษฐานไวษณพนิกายควบคู่ไปด้วยกัน  ต่อมาในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๘  ได้พบว่ามีร่องรอยหลักฐานของชุมชนชาวพุทธฝ่ายมหายาน  ได้เข้ามาตั้งหลักฐานอยู่ใกล้ ๆ  แหล่งที่เคยเป็นเทวสถานของศาสนาพราหมณ์แห่งนี้  ต่อมากลุ่มชาวพุทธได้ทำการดัดแปลงเทวสถานของพราหมณ์แห่งนี้เป็นพุทธสถานแทน

               

บริเวณแหล่งศาสนาพราหมณ์แห่งนี้   เมืออาณาจักรตามพรลิงค์  (เมืองนครศรีธรรมราช)  เจริญรุ่งเรือง  ผู้คนที่อยู่ชุมชนแห่งนี้จึงพากันอพยพไปอยู่ที่ศูนย์กลางแห่งใหม่ และนำพาเอาวิทยาการต่าง ๆ  ของพรหมอินเดียที่ถูกถ่ายทอดสู่ชุมชนนั้นมาเผยแพร่ต่อไป  ต่อมาวิทยาการเหล่านั้น  ได้มีบทบาทสำคัญในสังคมไทย  โดยเฉพาะ  วิชาโหราศาสตร์และคัมภีร์ของศาสนาพราหมณ์

               

อาณาจักรตามพรลิงค์ต่อมาได้กลายเป็นแหล่งอารยธรรมของอินเดียโบราณที่บรรดาพ่อค้าและพราหมณ์ได้เดินทางเข้ามาครั้งแรก  ก่อนที่จะมีคณะสมณทูตจากพระเจ้าอโศกมหาราชา  แห่งอินเดีย  นำหลักธรรมในพระพุทธศาสนาเข้ามาประกาศเผยแพร่ในดินแดนสุวรรณภูมิ

               

เมื่อพุทธศาสนาได้เผยแพร่ในดินแดนแถบนี้อย่างเป็นทางการ  โดยมีสมณทูตจากพระเจ้าอโศกามหาราช  จึงทำอาณาจักรต่าง ๆ  พากันยอมรับเอาพระพุทธศาสนาเป็นหลักของการครองอาณาจักร  กล่าวคือ  เมื่อมีการสร้างเจดีย์  (พระบรมธาตุ)  ขนาดใหญ่ขึ้นที่เมืองตามพรลิงค์  (เมืองนครศรีธรรมราช)  และพระปฐมเจดีย์  (เมืองนครปฐม)  ขึ้นเท่ากับเป็นการประกาศพระพุทธศาสนาขึ้นเป็นหลักของอาณาจักรแห่งนี้  ดังนั้นบ้านเมืองโบราณต่าง ๆ  ก็พากันหันมานิยมนับถือพุทธศาสนาขึ้นเป็นหลักของอาณาจักรแห่งนี้  ดังนั้นบ้านเมืองโบราณต่าง ๆ  ก็พากันหันมานิยมนับถือพระพุทธศาสนาและพากันสร้างพุทธสถานขึ้นในดินแดนของตน

 

йӢ õʹ㹴ԹᴹóʹҾԧ
ไม่พบหน้า | ดูเอเซีย ท่องเที่ยวไทย
โอ๊ะโอ… ข้อผิดพลาด 404
ขออภัย, แต่หน้าที่คุณกำลังมองหานั้นไม่มีอยู่
คุณสามารถไปที่ หน้าแรก

โพสต์ล่าสุดของเรา

ԭйӢ

/ Email
ͤ
  

 


 
 
dooasia.com
ʧǹԢԷ © 2550    www.dooasia.com

纷ͧ ͧѡ ͧͧԹ͹Ź ŷͧ ٪ ´ Ἱ Թҧ ѡ ҹ ͧѡç͹ŹҹԹ絷š Իմ ´ ٪ ʶҹͧ㹻 ´ ͢ͺسŨҡ ÷ͧ觻 ÷ͧ ÷ͧǡ٪ ÷ͧ´ ô
dooasia(at)gmail.com ѭ͹حҵͧͷտ͹Ẻ ʴ-͡ä-Ѵŧ 3.0 . ѭ͹حҵͧͷտ͹