พิธีกรรมที่มีการกล่าวขวัญกันอย่างกว้างขวางและวิพากษ์วิจารณ์กันไปมากมาย ถึงความสยดสยองของการกินเลือดและเนื้อควายสดๆ ของร่างทรงปู่แสะ กล่าวกันว่าเป็นพิธีที่ชาว ต.แม่เหียะ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ สืบทอดกันมาหลายร้อยปี โดยพิธีบวงสรวงปู่แสะ ย่าแสะ หรือประเพณีเลี้ยงดงนั้น จะจัดขึ้นในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 7 ของทุกปี
.JPG)
.JPG)
.JPG)
.JPG)
.JPG)
.JPG)
โดยพิธีกรรมเริ่มขึ้นที่ศาลปู่และย่าแสะ ที่เชิงเขาวัดดอยคำ เพื่ออัญเชิญพระบฏหรือภาพเขียนพระพุทธเจ้าและดวงวิญญาณปู่แสะย่าแสะผ่านร่าง ทรงที่เรียกว่า "ม้าขี่" ไปยังสถานที่จัดพิธีเลี้ยงดง บริเวณป่าเชิงเขาทางทิศตะวันออกของวัดพระธาตุดอยคำ
เมื่อเริ่มพิธี ปู่อาจารย์หรือตั้งเข้าคือคนประกอบพิธีจะทำพิธีอัญเชิญผีปู่แสะย่าแสะก่อน อื่น ๆ โดยมีใจความว่าขอเชิญผีปู่แสะย่าแสะเปนเค้า ( อ่าน “ เป๋นเก๊า ” ) คือเป็นประธานของผีทั้งหลาย พร้อมทั้งผีลูกหลานเสนาอำมาตย์ทั้งปวงมารับเครื่องสังเวย และขอให้ผีทั้งหลายช่วยกันดูแลรักษาบ้านเมืองให้อยู่เป็นสุข จากนั้นผีปู่แสะย่าแสะจะเข้าทรงม้าขี่หรือคนทรงก็จะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่ จัดไว้แล้วอวยชัยให้พรต่าง ๆ ต่อจากนั้นผีในร่างทางก็จะไปหยิบอาหารจากกระทงในปราสาททั้ง 12 มากินอย่างละเล็กละน้อยพร้อมทั้งดื่มสุราที่จัดไว้ให้ จากนั้นก็ไปนั่งบนหนังควายและโยกหัวควายไปมา พร้อมกับนำเอาเนื้อสดที่แขวนไว้ที่หอเคี้ยวกันไปด้วย เมื่อเคี้ยวกินเนื้อและดื่มสุราแล้ว ม้าขี่ก็จะนำเอาท่อนไม้มาทำที่แคะฟันแสดงว่าอิ่มหนำสำราญแล้ว และท้ายสุด ม้าขี่จะล้มลงนอนกับพื้นสักครู่หนึ่ง เมื่อผีลาทรงแล้วก็ลุกขึ้นมามีอาการเป็นปกติ
.JPG)
ปราสาท 12 หลัง
.JPG)
ทักทายลูกหลาน
ภายหลังการนำเอาพิธีกรรม ทางพุทธศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยมีการทำบุญเลี้ยงพระก่อนการทำพิธีสังเวยและในช่วงที่พระสงฆ์สวดอยู่นั้น ก็เชิญเอาพระบฎหรือแผ่นผ้าที่วาดรูปพระพุทธเจ้ามาแขวนให้แกว่งไกวไปมา เพื่อแสดงว่าพระพุทธเจ้ายังดำรงพระชนม์ชีพอยู่ เมื่อม้าขี่ไปถึงก็จะใช้ไม้ตีที่พระบฎนั้น เป็นที่ว่าพยายามทำร้ายพระพุทธเจ้าและตอนท้ายก็ยอมรับพุทธานุภาพ
.JPG)
หีบใส่พระบฎ
.JPG)
พระสงฆ์กำลังทำพิธี
.JPG)
พระบฎแกว่งไปมาแสดงว่าพระพุทธศาสนายังคงอยู่
.JPG)
.JPG)
การเลี้ยงผีโรงจะจัด เลี้ยงเฉพาะบ้านที่มีโรงเรือนผีปู่ย่าตายาย ( โรงเรือนจะสร้างเป็นแบบบ้านหลังเล็ก ๆ มีเสาสี่เสามีชานยื่นออกมาเล็กน้อย มีบันได 3 ขั้น มุงหลังคาด้วยสังกะสีหรือจะมุ่งด้วยหญ้าคาก็ได้ ) มักจะทำพิธีเลี้ยง 3 ปีต่อครั้ง (1 ครั้ง ) เครื่อเลี้ยงหรือเครื่องเซ่นในพิธี มีดังนี้มีผ้าม่าน ช้าง ม้า มีดดาบ เรือ ดอกบัว ขนมเครื่อง กระยาสารท หัวหมู บายศรี 1 คู่ น้ำมะพร้าวอ่อน หมูช่วง ใบตอง 3 ยอด เหล้าขาว หมี่ผัด 3 จาน กล้วยสีนวล กล้วยน้ำว้า อย่างละ 3 หวี มันหมู ( ใช้ข้าวเหนียวนึ่งโขลกกับงายัดเป็นตัวหมูยัดไส้ด้วยน้ำอ้อยโขลก ) เมี่ยงมอญ ขนมมอญ ( ขนมสบัดงา ) ลูกโทนดอกไม้มอญ พะโล้ ไก่ต้มยำ ขนมเปี๊ยะแผ่นใหญ่ หมูเผ็ด หมูหวาน ไก่เผ็ด ไก่หวาน ไข่แผ่น กระทงเล็ก ๆ สำหรับใส่เครื่องเซ่น ขันข้าง ซึ่งประกอบด้วยเหล้า ข้าวสาร ใส่กระทงธูป 1 ซอง เงิน 30 บาท ขันสำหรับทรง 4 คน ต่อจากนั้นก็นำของทั้งหมดวางบนโต๊ะหน้าโรงเรือน แล้วคนทรงจะเริ่มทำพิธีอันเชิญวิญญาณผีโรง ผีปู่ย่าผีเจ้าผีนาย และผีจากที่อื่น ๆ มาเข้าร่างทรง เมื่อผีมาเข้าร่างทรงแล้วก็จะเข้าไปกินของต่าง ๆ ที่จัดเตรียมไว้จนอิ่นก็จะออกจากร่างทรง คนทรงก็จะทรงผีอื่นต่อไปเช่นนี้เรื่อย ๆ จนกว่าจะหมด ผีบางร่างที่เข้าคนทรงแล้วเกิดสนุกก็จะลุกขึ้นเต้นหรือมาร้องรำทำเพลงตาม ประสาผี แต่บางร่างจะมากินเฉย ๆ แล้วก็เอาไป เมื่อเสร็จจากการทำพิธีทรงร่างแล้ว จะมีการทำพิธีล่าน้ำ ( ลา ) โดยเอาของเซ่นต่าง ๆ ที่เหลือบนโต๊ะไปวางที่ยอดใบตองที่เตรียมไว้ซึ่งวางไว้ข้างล่าง จากนั้นคนทรงจะเต้นไปรอบ ๆ ของที่วางไว้ 3 รอบแล้วเอาของพวกเครื่องใช้ขึ้นวางบนโรงเป็นอันเสร็จพิธี


.JPG)

.JPG)
.JPG)
.JPG)
.JPG)
กำลังจะเสร็จพิธีครับ
เรื่องราวของปู่แสะ ย่าแสะนั้น เล่าสืบต่อกันมาว่า ปู่แสะย่าแสะคือยักษ์ 2 ตนที่อยู่ในตำนาน เป็นยักษ์นิสัยดุร้าย ชอบกินเนื้อคนและสัตว์เป็นอาหาร เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จโปรดสัตว์ ทราบความเข้าจึงห้ามยักษ์สองตนไม่ให้กินคน ยักษ์จึงต่อรองขอกินสัตว์หูยาวแทนและเมื่อละเว้นการฆ่าคนได้ พระพุทธเจ้าจึงให้ยักษ์ 2 ตน เป็นผู้ดูแลรักษาดอยคำและดอยสุเทพให้ผู้คนที่อยู่อาศัยอยู่บนดอยนั้นอยู่ เย็นเป็นสุข ต่อมาในสมัยของพระเมกุฏิ เจ้าเมืองเชียงใหม่ ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนทุกข์เข็ญอย่างมาก จึงเชื่อกันว่าเพราะเจ้าเมืองไม่มีการทำพิธีเซ่นไหว้ปู่แสะ ย่าแสะ กระทั่งในสมัยของเจ้าแก้วนวรัฐ ผู้ครองเมืองเชียงใหม่องค์สุดท้าย ในราวปี พ.ศ.2452-2482 จึงได้มีการฟื้นฟูประเพณีเลี้ยงดงหรือ พิธีบวงสรวงปู่แสะย่าแสะ ขึ้นอีกครั้งทำให้บ้านเมืองมีความเจริญ และปฏิบัติสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน พิธีดังกล่าว จะใช้เครื่องเซ่นไหว้ คือ ควายรุ่น เขาเพียงหู กีบเท้าสีน้ำผึ้ง กล่าวคือยังไม่เคยลงไถคราดดิน มาชำแหละเอาเครื่องในออกและนำตัวมานอนแผ่ไว้ในคอก โดยพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์จะเริ่มขึ้นเมื่อดึงผ้าพระบฏหรือภาพวาดพระ พุทธเจ้าที่มีอายุกว่าร้อยปีขึ้นสู่ต้นไม้และแกว่งไปมา ทั้งนี้มาจากตำนานที่เล่าไว้ว่า พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้กับยักษ์ปู่แสะย่าแสะว่า ตราบใดที่เราตถาคตยังเคลื่อนไหวอยู่ ห้ามยักษ์นั้นกินเนื้อมนุษย์และทำร้ายมนุษย์ จากนั้นเมื่อปู่แสะลงร่างทรง ร่างทรงปู่แสะก็จะลงมากินเนื้อควายสดๆ และดื่มเลือดควายอย่างเอร็ดอร่อย พร้อมเดินไปรอบๆ เนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดและเศษเนื้อควาย นอกจากนี้ยังพูดคุยเสียงดังด้วยภาษาพื้นเมือง ซึ่งใจความว่า มนุษย์พวกนั้น ที่มันอยู่ที่นี่ แล้วเอาที่ไปขายกิน มันจงพินาศฉิบหาย กูจะไปกินมัน นอกจากนั้นร่างทรงปู่แสะยังสั่งสอนเตือนสติชาวบ้านให้ประกอบแต่กรรมดีและ รู้จักรักและหวงแหนผืนป่า
ไม่ใช่ว่าบ้านเราเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนหรอกนะครับ แต่หัวใจของพิธีก็เพื่อให้ผู้มาร่วมพิธีกรรมและทุกคนประกอบแต่กรรม ดี และรู้สึกสำนึกรักษ์ป่าและผืนแผ่นดินที่อยู่อาศัยครับ
แผนที่เดินทางมาร่วมประเพณีเลี้ยงผีดง ปู่แสะย่าแสะ
.jpg)
คลิกที่ภาพเพื่อขยายให้ใหญ่ขึ้น